Login Form

outsource ต่างจาก Supplier อย่างไร

outsource ต่างจาก Supplier อย่างไร

Supplier - นั้นเรามักใช้เรียกผู้ส่งมอบวัตถุดิบให้แก่เราหรืออาจส่งเป็น products มาให้องค์กรขายต่อ ในกรณีซื้อมาขายไป โดยที่ Supplier จะมีวิธีการทำงานเป็นของตนเอง จัดหาวัตถุดิบเอง โดยมีความเป็นอิสระสูงที่ยากต่อการควบคุม Outsource - เป็นผู้รับคำสั่งซื้อจากเรา เราอาจต้องส่งวัตถุดิบรวมถึงเครื่องมือ และทำการตัดตอนกระบวนการเดียวหรือหลายกระบวนการออกไปให้ ภายนอก ทำการผลิต/บริการ แล้วป้อนกลับเข้ามาในกระบวนการของเราอีกครั้งหนึ่ง (อาจจะเป็น products เลยก็ได้) เราจึงต้องทำการ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ เสมือนหนึ่งว่าเป็นงาน เป็นผลผลิตที่ผลิตโดยเราเอง

การควบคุม Outsourceไม่ควรทำการควบคุมโดยใช้เพียงตรวจรับอย่างเดียว เราควรมีการควบคุมการปฏิบัติอื่นๆ ไม่ว่าทำการถ่ายทอดเทคนิค กำหนดเอกสารร่วมกัน การมีส่วนร่วมในการพัฒนา ปรับปรุง อนุมัติวิธีการต่างๆ จัดการฝึกอบรมให้ มีส่วนร่วมในการควบคุมงานอย่างใกล้ชิด ร่วมแก้ปัญหางาน รวมถึงการ ติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด เป็นระยะๆ

ไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่่าเราจะเรียกว่า supplier หรือ outsoure เราจำเป็นต้องควบคุมทั้งสิ้น ไม่ว่าท่านจะเปิด PO หรือไม่ เป็นบริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือหรือไม่ มีการชำระเงินหรือไม่ชำระเงิน ไม่สนใจว่าจะสามารถใช้กลไกข้อกำหนดจัดซื้อในการควบคุมได้หรือไม่ เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องควบคุมในกรอบ ข้อกำหนด ISO9001:2008

1) ที่มา ของข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม outsoured

ข้อกำหนดมาตรฐาน ISO9001:2008, ข้อ 4.1 ระบุว่า "
ในกรณีที่องค์กรมีการจ้างแหล่งภายนอก ในกระบวนการในกระบวนการหนึ่ง (Outsource any process) ที่มีผลกระทบต่อการสอดคล้องของข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ องค์กรต้องมั่นใจว่ามีการควบคุมกระบวนการดังกล่าว ชนิดและขอบเขตของการควบคุมในกระบวนการที่จ้างแหล่งภายนอกนี้ต้องมีการระบุ ไว้ในระบบบริหารคุณภาพ
หมายเหตุ 1 กระบวนการที่จำเป็นสำหรับระบบบริหารคุณภาพ ตามที่อ้างอิงข้างต้นรวมถึงกระบวนการสำหรับระบบบริหารคุณภาพ, การจัดหาทรัพยากร, การก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์และ การวัด วิเคราะห์และการปรับปรุง
หมายเหตุ 2 กระบวนการที่จ้างแหล่งภายนอก คือกระบวนการที่จำเป็นสำหรับระบบบริหารคุณภาพขององค์กรแต่เลือกที่ให้องค์กร ภายนอกเป็นผู้กระทำ
หมายเหตุ 3 ทำให้มั่นใจว่าการควบคุมกระบวนการที่มีการจ้างแหล่งภายนอกนั้น มิใช่เป็นการถ่ายโอนความรับผิดชอบที่เกี่ยวกับการกระทำให้สอดคล้องกับข้อ กำหนดของลูกค้า, กฎระเบียบ และพระราชบัญญัติ ออกไป ชนิดและขอบเขตในการควบคุมกระบวนการที่จ้างแหล่งภายนอก ขึ้นอยู่กับปัจจัยเช่น
a) โอกาสการเกิดผลกระทบจากกระบวนการที่จ้างแหล่งภายนอก ต่อความสามารถขององค์กรในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับข้อกำหนด
b) ระดับในการควบคุมกระบวนการที่สามารถใช้ร่วมกัน
c) ความสามารถในการบรรลุการควบคุมที่จำเป็นผ่านการประยุกต์ใช้ 7.4
 

2.อะไรคือ"outsourced กระบวนการ"?

  • ขณะนี้กำหนดไว้ในมาตรฐาน ISO 9001:2008 ย่อยประโยค 4.1 หมายเหตุ 2, ว่า: "Outsourced Process" คือกระบวนการที่มีความจำเป็นสำหรัึบระบบการจัดการคุณภาพขององค์กรและ องค์กรเลือกที่จะให้บุคคลภายนอกเป็นผู้กระทำ (external Party)
  • หมายเหตุ: มาตรฐาน ISO 9000:2005 ข้อ 3.4.1 กำหนด "กระบวนการ" เป็น "กลุ่มของกิจกรรมที่เกี่ยวพัน หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวพัน ที่ซึ่งทำการเปลี่ยน inputs เป็น outputs".
  • กระบวนการ outsourced นี้อาจดำเนินการโดย ผู้รับเหมาช่วงโดยอิสระจากองค์กร ส่วนหนึ่งของบริษัท หรือบริษัทในเครือ(เช่นได้มีการแยกแผนกหรือการแบ่งส่วน ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบการจัดการคุณภาพเดียวกัน).
  • กระบวนการ outsourced นี้อาจกระทำภายในพื้นที่ของสถานประกอบการนั้นๆหรือ สถานที่่อื่นที่เป็นอิสระหรือในลักษณะอื่นๆ.
 

3. เจตนารมณ์ของข้อ 4.1

  • เจตนารมณ์ของมาตรฐาน ISO 9001:2008ข้อ4.1 นั้นใช้สำหรับองค์กรที่ไม่ว่าี่จะ outsourceเป็นการถาวรหรือชั่วคราว ในกระบวนการที่มีผลต่อการบรรลุข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ (ดูมาตรฐาน ISO 9001:2008 ประโยค 7.2.1)
  • หากกระบวนการนั้นมีผลต่อการบรรลุข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ จะไม่สามารถละเว้นการควบคุมดูแลกระบวนการเหล่านี้ในระบบบริหารจัดการคุณภาพ ได้ (QMS)
  • ในการกระทำให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ISO9001:2008 นี้ องค์กรต้องแสดงให้เห็นได้ว่าได้มีการควบคุมดูแลอย่างพอเพียงกับกระบวนการที่ outsource นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการการปฏิบัติตามตามความต้องการของข้อกำหนดที่่ เกี่ยวข้องกับ ISO 9001:2008 และข้อกำหนดอื่นๆของระบบบริหารจัดการคุณภาพขององค์กร
  • จะต้องควบคุมมากหรือน้อย เข้มงวดไม่เข้มงวดขึ้นอยู่กับ ความเสี่ยง และความสามารถของ ผู้รับเหมาช่วงในการกระทำตามข้อกำหนดของกระบวนการ
  • ในการควบคุมoutsoure นั้น ควรมีการพิจารณามาตรการการควบคุมไม่ว่า ในส่วนของ กิจกรรมของผู้บริหาร (5.0) การจัดการทรัพยากร(6.0) การก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ (7.0 รวมถึงการวัดวิเคราะห์(8.0)
  • กระบวนการที่ Outsourced นั้นย่อมมีความเชื่อมโยงกับกระบวนการอื่นๆขององค์กร (กระบวนการอื่นๆเหล่านี้อาจมีการดําเนินการโดยองค์กรเองหรืออาจเป็นการ outsourced กระบวนการออกภายนอก).ปฏิสัมพันฑ์ระหว่างกระบวนการนี้ต้องได้รับการจัดการ (ดูมาตรฐาน ISO 9001:2008 ข้อ 4.1 (ก) และ (b)).
     

4. หลักการควบคุมกระบวนการ outsourced

4.1) ไม่ได้มีธุรกรรมที่ซื้อขายกัน จะต้องได้รับการควบคุมในเรื่อง outsource หรือ ไม่

  • การควบรวมของกระบวนการ outsourced โดยปกติิจะอยู่ภายใตข้อกำหนดข้อ 7.4 (Purchasing) และ ข้อกำหนด 4.1 (ข้อกำหนดทั่วไป)
  • ในบางครั้งถึงแม้ว่า เราไม่ใช้ธุรกรรมการสั่งซื้อ เข่น การทำธุรกรรมกันในกลุ่มหรือการได้รับการสนับสนุน หรือมีส่วนเกี่ยวพันกับบริษัทแม่ ที่ซึ่งไม่มีการซื้อขาย ไม่การโอนจ่ายเงิน แต่ไม่ว่าอย่างไรประเด็นนี้ยังคงต้่องได้รับการควบคุมตาม ข้อ ISO 9001:2008 Clauses 7.4 และ 4.1

4.2) หลักความคิดในการพิจารณาระดับการควบคุม outsource

  • มีสองสถานการณ์ที่พิจารณาความเหมาะสมในเรื่องระดับการควบคุม
1. องค์กรมีความสามารถหรือมีประสบการณ์ในการดำเนินการกระบวนการนั้นแต่เลือกที่ จะ outsource ให้กับองค์กรภายนอก (ไม่ว่าเหตุผลสำหรับการค้าหรืออื่นๆ). ในกรณีเช่นนี้ เกณฑ์การควบคุมกระบวนการมักได้รับการจัดทำไว้เรียบร้อยแล้วและสามารถกำหนด ให้เป็นข้อกำหนดสำหรับ ผู้รับเหมาช่วงในกระบวนการที่ outsource นั้นๆตามความจำเป็น
2. องค์กรไม่มีความสามารถในการดำเนินการกระบวนการนั้นๆ และเลือกที่จะ outsource ( เป็นกระบวนการทีี่ไม่มีอุปกรณ์ในการทำ ไม่มีทักษะ ไม่มีความรู้ ไมมีประสบการณ์ในงานนั้นๆ)ในกรณีเช่นนี้ เป็นหน้าที่ขององค์กรที่ต้องทำให้มั่นใจว่ามีการควบคุมที่เพียงพอ (โดยอาจให้ทางผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้ันำเสนอ หรือให้บุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินความพอเพียงของมาตรการ ควบคุม)

4.3) สัญญา VS Outsourced

  • โดยทั่วไปแล้ว (อาจจะเป็นวิธีการที่จำเป็น) ที่จะต้องกำหนดวิํีธีการในการควบคุม outsource ในสัญญาระหว่างองค์กรกับผู้รับเหมาช่่วง
  • การควบคุมกระบวนการที่ outsource ต้องควบคุมดูแลมากหรือน้อย เน้นไม่เน้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับข้อกำหนด บางอย่างง่าย บางอย่างยาก บางอย่างกระทบน้อย บางอย่างกระทบมาก
  • การ outsourced นี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบกับการกระทำตามข้อกำหนด ลูกค้า ข้อกำหนดกฎหมายและระเบียบข้อกำหนด.

4.4) Validation of process

ในบางสถานการณ์ก็อาจไม่สามารถตรวจสอบผลผลิตจากกระบวนการ outsourced โดยภายหลังการตรวจสอบหรือการวัด. ในกรณีนี้องค์กรต้องทำให้แน่ใจว่าได้มีควบคุม outsourced กระบวนการนี้ตามมาตรฐาน ISO 9001:2008 ุมาตรา 7.5.2. (Validation of process for production and service provision)
 
 

4.5. ข้อคิดในการควบคุม outsource

ข้อกำหนดกำหนดว่า " องค์กรต้องมั่นใจว่ามีการควบคุมกระบวนการดัง กล่าว ชนิดและขอบเขตของการควบคุมในกระบวนการที่จ้างแหล่งภายนอกนี้ต้องมีการระบุ ไว้ในระบบบริหารคุณภาพ"
มีอะไรบ้างที่ควรคำนึงถึงอีก
  • ชนิดและวิธีการในการควบคุม outsoured ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและความซับซ้อนของกระบวนการนั้นๆ
  • การควบคุมควรจะระบุทุกสิ่งที่เป็นจุดสำคัญที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประเด็นปัญหาคุณภาพผลิตภัณฑ์ในกระบวนการที่ outsource
  • การใช้ กฏเกณฑ์การจัดซื้อและวิธีการในการประเมินผู้ขาย หรือการควบคุม outsource process ต้องเหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับว่า อะไรที่เรา outsource เช่นการสั่งจ้างทำผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนประกอบ ย่อมต้องการระดับการควบคุมที่มากกว่าซื้อวัตถุดิบทั่วไปที่มีในท้องตลาด ซึ่งกรอบความคิดนี้ควรถูกใช้ในการพิจารณาว่าต้องกำหนดระดับการควบคุมนี้ไว้ ที่ไหนใน QMS

 5. ระบุกระบวนการ outsource process อย่างมืออาชีพ

 
ขั้นแรกเราจะระบุอย่างไรว่า มีอะไรบ้างที่เป็น outsource process ขององค์กร (4.1 a)
เนื่องจากมาตรฐาน ISO9001:2008 ต้องการให้เรา define กระบวนการที่ outsource ดังนั้นเราควรจะเริ่มทำการชี้บ่ง (identify) ในระบบQMS ของเรา สิ่งที่ต้องพิจารณา :
1. เราสามารถบรรลุข้อกำหนดลูกค้าโดยไม่ต้องมีกระบวนการนี้ได้หรือไม่
2.พิจารณาที่ Business Flow หรือให้ทำการวาดผังงาน flowchart ให้ท่านทำการวาดผังงานในภาพรวม กระบวนการต่างๆ การเชื่อมต่อ ตั้งแต่เริ่มต้น จน ผลิตภัณฑ์ถึงมือลูกค้า หากท่านพบว่ามีงานใด งานหนึ่งหรือกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งกระทำโดยองค์กรรับเหมาช่วง แปลว่าท่านมี outsource process ( ท่านควรจะทำการชี้บ่ง ว่ากิจกรรมใดหรือกระบวนการใดที่ outsourceใน QM, Business Flowchart, ระเบียบปฏิบัติ หรือ เอกสารในระบบ QMS ที่เกี่ยวข้อง
3. ทำการพิจารณาผลกระทบของแต่ละกิจกรรมหรือกระบวนการที่กระทำโดยผู้รับเหมาช่วง ว่ามีผลกระทบต่อการบรรลุความสอดคล้องกับข้อกำหนดลูกค้าหรือไม่ เพียงใด เช่น ในโรงอาหาร ท่านอาจทำการว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ทำอาหารให้พนักงาน ในช่วงปีใหม่ท่านอาจต้องใช้บริการโรงแรมในการจัดงานปีใหม่เป็นต้น หากกิจกรรมนั้นๆหรือกระบวนการนั้นๆไม่มีผลกระทบใดๆ ตัดออกในขั้นตอนนี้
4. ทำการพิจารณาโดยละเอียดในแต่ละกิจกรรมหรือกระบวนการ ว่ามีการการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับข้อกำหนดของ ISO9001:2008 ข้อใด เช่น
 
Outsource Processed
ISO9001 Requirement
การสอบเทียบ
7.6, ...
ออกแบบ
7.3, ....
จัดทำแม่พิมพ์
7.3, 7.5,....
ซ่อมบำรุง
6.3, ....
จ้างทำชิ้นส่วน ...
...
....
...

 

หมายเหตุในแต่ละองค์กร แม้ว่ากระบวนการเดียวกัน อาจมีความเกี่ยวพันกับข้อกำหนด ISO9001ที่ต่างกัน
 

6. กระบวนการอะไรที่มัก Outsource

มีกระบวนการมากมายที่แต่ละองค์กรใช้การ outsource ตามกระแส supply chain ที่มักoutsource โดยเหลือcore processที่ตนเองถนัดหรือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
  1. ออกแบบ
  2. การขนส่ง
  3. การสอบเทียบ
  4. การทำการทดสอบ Lab Testing
  5. การชุบผิิิิิว การทำสี
  6. การทำแม่พิมพ์ ,jig ,fixture
  7. การทำชิ้นส่วนต่างๆ
  8. การผสมวัตถุดิบ
  9. การให้บริการหน้างาน หรือ ติดตั้ง field servie /installation
  10. จ้างประกอบ
  11. การสำรวจตลาด การจัดทำโพล การทำ focus group
  12. งานซ่อมบำรุง
  13. งาน machine
  14. งานจัดซื้อ จัดจ้าง
  15. การทำ Packaging
  16. Warehouse
  17. การกำจัดแมลง/สัตว์พาหะ Pest Control
  18. ทั้งหมดของกระบวนการผลิต (ท่านออกแบบ แต่จ้างผู้อื่นผลิตให้ บางครั้งอาจรวมกระจายสินค้าให้ด้วย)
  19. etc ..

7. วิธีการในการควบคุม Outsource Process มีอะไรบ้าง

เนื่องจากกระบวนการที่ outsource นั้นมีผลกระทบต่อการสอดคล้องกับข้อกำหนดลูกค้า จึงต้องได้่รับการควบคุม วิธีการในการควบคุมกระบวนการที่ outsource นี้มีความหลากหลาย เนื่องจากเราไม่สามารถใช้วิธีการควบคุมวิธีการเดียวกันกับทุกกระบวนการที่ outsource กระบวนการ outsourceทำชิ้นส่วน กับ Outsource งานสอบเทียบ ย่อมมีวิธีการควบคุมที่ต่างกัน
 
ตัวอย่างวิธีการในการควบคุมมีดังนี้
 
วิธีการ
รายละเอียด
Supplier Audit
การใข้การตรวจประเมินเป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างหลากหลาย ความถี่ วิธีการ ต้องเหมาะสมกับผลกระทบของ supplierที่มีต่อการสอดคล้องกับข้อกำหนดลูกค้า ดังนั้น supplier แต่ละรายไม่ควรมีความถี่และวิธีการในการตรวจประเมินที่เหมือนกัน
Spec, Guidline, Tooling,Process Document
ในบางกรณี องค์กรต้องจัดเตรียมเอกสารนอกเหนือจาก product specification แต่รวมถึงกระบวนการผลิตและการตรวจสอบด้วย
ไม่ว่าการจัดเตรียม คู่มือในการทำงาน(WI) , tool, Jig และอาจรวมถึงวัตถุดิบ ที่ซึ่งบางครั้งรวมถึงการจัดการอบรมและสอนงาน โดยการสร้างเอกสารที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ สอน ฝึกอบรม จนกว่าคนในองค์กรรับเหมาช่วงสามารถทำงานได้
Third Party
ในกรณีที่เราไม่มีความถนัดในงานนั้นๆ หรือยากต่อการควบคุม จัดการ เราสามารถให้บุคคลที่สามที่มีความสามารถ ในการควบคุมงาน ตรวจสอบงาน รับประกันงานให้เราได้
อบรม
ในกรณีที่บุคลากรของผู้รับเหมาช่วงนั้นมีผลกระทบต่อคุณภาพ ของงาน เราอาจใช้วิธีการในการอบรมพนักงานขององค์กรผู้รับเหมาช่วงรวมถึงการ qualify บุคลากรตามข้อกำหนดของเรา
การวางแผน/ประชุมร่วมกัน
สำหรับการoutsource ชิ้นส่วนงานหลัก หรือชิ้นส่วนค่อนข้างมากของเราให้ผู้รับเหมาช่วงทำการผลิต เรามักมีการประชุมกันเพื่อตกลงสื่อสารกันค่อนข้างมากไม่ว่า แผนการผลิต ระดับสินค้าคงคลัง การปรับเปลีี่่ยนงานวิศวกรรม เกณฑ์การตรวจสอบทดสอบ คำร้องเรียนลูกค้า ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด การทำชิ้นงานต้นแบบ การทดลองผลิต การจัดทำ prototype เป็นต้้น
Representative on-site
คือการส่งตัวแทน ให้ไปทำงานที่สถานประกอบการของผู้รับเหมาช่วง เพื่อควบคุมงาน ทำงานร่วมกันและ แก้ปัญหาร่วมกัน
In process performance data
การควบคุมแบบง่ายที่สามารถกระำทำได้อย่างมีประสิทธิผลคือ การร้องขอให้ ผู้รับเหมาช่วงส่งข้อมูลสมรรถนะของกระบวนการ ของเีสีย การเกิดชะงักในกระบวนการผลิต
ISO9001/concerns standard Certify
บางครั้งการที่ผู้รับเหมาช่วงได้รับการรับรองเป็นการแสดง ระดับ การควบคุมที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงาน calibration ในกรณีที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 น่าจะถือว่าเพียงพอ
Purchasing Criteria
ในบางกรณีการควบคุมโดยใช้ระบบการจัดซื้อ ยังคงมีความเพียงพอเหมาะสม ไม่ว่า incoming inspection , certificate of analysis, ผลการตรวจสอบขั้นสุดท้าย
 
โดยปกติแล้ววิธีการในการควบคุมนั้นสามารถกระทำได้มากกว่าหนึ่่งวิธี หรือใช้ร่วมกันในการควบคุมตามความเหมาะสม
มาตรการในการควบคุมนีั้ต้องได้รับการระบุ ไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาการสั่งซื้อ สั่งจ้างทีึ่ซึ่งเกี่ยวพันกีับระบบงานจัดซื้อตามปกติ ( 7.4)
อย่าลืมว่า วัตถุประสงค์ของการควบคุมนั้นเืพื่อให้สามารถสอดคล้องกับข้อกำหนดลูกค้า การควบคุมที่มากไปหรือน้อยไป จำส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายเราหรือฝ่ายผู้รับเหมา
 
8. เคล็ดลับการพิจารณาความเสี่ยงเพื่อเลือกวิธีในควบคุม outsource process
การควบคุมเป็นเรื่องของการเสียเวลา ทรัพยากร และมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นการเลือกใ่ช้วิธีการในการควบคุมต้องเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของ outsource นั้นๆ
 
1. ต้องจัดกลุ่
 
โดยภาพรวมท่านควรพิจารณากลุ่มของงาน outsource ทั้งนี้เพราะในแต่ละกลุ่มงานมักมีวิธีการในการควบคุมที่คล้ายๆกัน เช่น
  • วัตถุดิบ
  • ชิ้นส่วน
  • เครื่องมือ อุปกรณ์
  • งานบริการทั่วไป สอบเทียบ ซ่อมบำรุง การติดตั้ง
  • outsource process (งานผลิต งานทดสอบ งานออกแบบ งานบรรจุ
  • Infrastructure
หลังจากนั้นท่านสามารถทำการวิเคราะห์ลงใน รายละเอียดในแต่ละกลุ่มเช่น ชิ้นส่วนนั้นยังคงสามารถแยกย่ิิิอยได้อีก เช่น ชิ้นส่วนที่สั่งเพื่อสต็อก ชิ้นส่วนที่ made to order ทั้งนี้เนื่องจากในแต่ละกลุ่มย่ิอยแม้ว่าจะเป็นชิ้นส่วนเหมือนกับ แต่มีผลกระทบต่อองค์กรไม่เท่ากัน
 
2. ต้องจัดการกับความเสี่ยง
 
ประเด็น
อธิบาย
Money
ในแต่ละผู้รับเหมาช่วง เม็ดเงินหรืออัตราส่วนของเงินที่จ่ายให้แต่ละผู้รับเหมาช่วง บ่งบอกอะไรบางอย่าง หากยอดคำสั่งซื้อกับองค์กรนั้นค่อนข้างสูงนั้นแปลว่าท่านมีเหตุผลอย่างเพียง พอที่จะใส่ใจ เข้มงวดในมาตรการควบคุม
Power of bargain
แน่นอน หากท่านเป็นลูกค้ารายเล็กสำหรับผู้รับเหมาช่วงนั้น มาตรการในการควบคุมนั้นได้ถูกจำกัดโดยปริยาย
อัตราส่วนชิ้นส่วน
ในการผลิตผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าชิ้นส่วนนั้นมีราคาสูงหรือต่ำ หากไม่มีชิ้นส่วนนั้นประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ล้วนแล้วแต่สร้างปัญหาทั้งสิ้น
องค์กรที่มีการใช้ผู้รับเหมาช่วงหลายราย แต่ละรายอาจมีวิธีการในการควบคุมที่ต่างกัน ในรายที่เราให้order ชิ้นส่วนผลิตในอัตราส่วนที่สุงให้กับรายนั้น หกกว่าเกิดปัญหาขึ้นและเราไม่สามารถหาชิ้นส่วนจากผู้รับเหมาช่วงรายอื่นได้ ทัน แปลว่ารายนั้นต้องได้รับการควบคุมที่เข้มงวดเป็นพิเศษถ้าเทียบกับผู้รับเหมา ผลิตชิ้นส่วนรายอื่นๆ
ราคาชิ้นส่วน
โดยปกติแล้วชิ้นส่วนที่ราคาแพง มักใช้เวลานานในการสั่งซื่้อหรือสั่งผลิต (long lead item) และมักไม่ค่อยมีสต็อกทั้งนี้เนื่องจากราคาต้นทุนในการสต็อก และน่าจะยากลำบากในการหาชิ้นส่วนอื่นทดแทน ดังนั้นหากท่านมีการ Outsource ชิ้นส่วนที่ราคาค่อนข้างสูงแปลว่ามีความเสี่ยงสูงที่ท่านควรใส่ใจ
made to order หรือ หาได้ทั่วไป
สำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ made to order นั้นเป็นการผลิตเฉพาะเพื่อให้ได้ตาม สเป็คที่ท่านกำหนด การทำให้ได้ตาม สเป็คมีความเสี่ยงไม่ว่าในเรื่องความเข้าใจใน สเป็ค ของผู้รับเหมาช่วง ความสามารถในการทำตาม รวมถึง ความลับทางธุรกิจ ดังนั้นผู้รับเหมาช่วงในกรณี made to order ถือว่ามีความเสี่ยงสูง
Lead time
หากวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนนั้น ต้องใช้เวลานานจากคำสั่งซื้อจนถึงการส่งมอบใช้เวลานาน ไม่ต้องคิดมาก เสี่ยงสูงแน่นอน เพราะหากเกิดอะไรขึ้นเราแก้ปัญหาไม่ทัน
แห่ลงผลิต
มีหลายแหล่งหรือไม่ หรือค่อนข้างจะเป็น monopoly หากมีแหล่งผลิตจำกัด ไม่สามารถหาผู้ขายหรือผู้รับเหมาช่วงได้ง่ายๆ ความเสี่ยงสูงขัดเจน
handling of customer own material
ในบางกรณี เราต้องใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ลูกค้าให้มา แต่งานนั้นเราต้องส่งต่อให้ผู้รับเหมาช่วงเช่นการประกอบ หากเกิดปัญหาขึ้นเราคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ง่ายๆ เพราะ ชิ้นส่วนนั้น หรือวัตถุดิบนั่นเป็นของลูกค้าให้มา ซึ่งอาจรวมถึงเครื่องมืออุปกร์เช่น แม่พิมพ์ จิ๊ก ฟิ็กเจอร๋ หากใช่
 
จากรายการข้างต้น น่าจะพอได้แนวทางในการกำหนดมาตรการควบคุมให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิฺผลสูงสุด
-- END -- 

Online

มี 117 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์